All posts by admin

วิธีขายน้ำหอมออนไลน์แบบใช้ทุนน้อย

ทุกคนชอบกลิ่นหอมและการใส่น้ำหอมกลายเป็นนิสัยของคนที่ชอบเตรียมตัว เช่นเดียวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นครีมบำรุงผิว หรือครีมกันแดด มันไม่เพียงแต่ทำให้เราดูดีในสายตาคนอื่น แต่มันยังทำให้เรารู้สึกดีเช่นกัน น้ำหอมกับโคโลญจน์ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางไม่ว่าจะในกลุ่มผู้ชายหรือหญิง ด้วยเหตุนี้จึงมีโอกาสมากมายที่จะนำมันเข้ามาขายในตลาด จากการศึกษาล่าสุดพบว่าชาวคนมากกว่าล้านคนจ่ายเงินมากกว่า 10,000 บาทหรือมากกว่าเพื่อซื้อน้ำหอมในแต่ละปี แต่ด้วยแบรนด์ชื่อดังและผู้ขายออนไลน์จำนวนมากในตลาดน้ำหอมมีโอกาสที่คุณจะแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ได้

ประเภทของน้ำหอม

น้ำหอมมีการแบ่งประเภทตามกลิ่นและความเข้มข้นของน้ำหอม มันถูกจัดประเภทตามปริมาณของน้ำหอมและแอลกอฮอล์ที่ใช้ในกระบวนการผลิต ผู้ขายน้ำหอมควรที่จะสามารถระบุประเภทของน้ำหอมแต่ละชนิดได้ โดยเรียนรู้จากหัวข้อด้านล่างนี้

  1. 1.น้ำหอม (Parfum) หรือที่รู้จักกันในนาม ‘Extrait de Parfum’ (ซึ่งแปลเป็นน้ำหอมบริสุทธิ์) ประเภทนี้มีความเข้มข้นสูงสุดของกลิ่นหอม (ระหว่าง 15% ถึง 40% ของกลิ่น) ด้วยกลิ่นหอมที่สามารถอยู่ได้นาน 6-8 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นน้ำหอมที่มีความเข้มข้นสูง มันจึงมีราคาสูงที่สุดในบรรดาน้ำหอมทุกประเภท
  2. Eau de Parfum (EDP) ประเภทนี้มีความเข้มข้นสูงสุด (ระหว่าง 15% ถึง 20%) ด้วยกลิ่นที่สามารถอยู่ได้นาน 4 ถึง 5 ชั่วโมง โดยทั่วไปแล้วจะมีราคาถูกกว่า Parfum และในขณะที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่านี้จะดีกว่าน้ำหอมประเภทอื่น นิยมใช้ในชีวิตประจำวัน
  3. 3.Eau de Toilette (EDT) เป็นทางเลือกที่ถูกกว่า ถือเป็นหนึ่งในน้ำหอมประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด Eau de Toilette มีความเข้มข้นของน้ำหอมอยู่ระหว่าง 5% – 15% กลิ่นเหล่านี้สามารถอยู่ได้นานถึง 2 หรือ 3 ชั่วโมงและมีความรุนแรงมาก ขึ้นซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงมักจะคิดว่าเป็นชุดเดรสที่ใช้ในตอนกลางวัน เมื่อเทียบกับ Eau de parfum เป็นชุดนอน
  4. 4.Eau de Cologne (EDC) โดยทั่วไปจะมีความเข้มข้นของน้ำหอมต่ำกว่าระหว่าง 2% -4% มันมีราคาที่ถูกกว่า ด้วยกลิ่นหอมยาวนานถึง 2 ชั่วโมง ปกติแล้วขวดนี้จะมีขนาดใหญ่ ทำให้ใช้งานได้บ่อยกว่า กลิ่นโคโลญจน์ทั่วไปมักเป็นกลิ่น ส้ม, ดอกไม้ หรือผลไม้
  5. 5.Eau Fraiche ด้วยความเข้มข้นต่ำสุดของกลิ่นระหว่าง 1% -3% กลิ่นจะคล้ายกับ Eau de cologne สามารถอยู่ได้นานถึง 2 ชั่วโมง ประเภทนี้มีกลิ่นหอม มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำเพราะส่วนใหญ่เจือจางด้วยน้ำ แม้ว่ากลิ่นจะไม่ติดนานบนผิว แต่ก็ยังได้รับความนิยมมากเนื่องจากเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋า

Perfume-online-photo

เทคนิคในการขายออนไลน์

  1. 1.เว็บไซต์ออนไลน์
  2. สร้างเว็บไซต์ของตัวเองสำหรับขายผลิตภัณฑ์น้ำหอม แต่อย่าหยุดเพียงแค่นั้น นำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำหอมในเว็บไซต์ออนไลน์ที่เชื่อถือได้มากที่สุดตัวอย่างเช่น Ebay, Amazon และ Etsy หรือในเว็บของประเทศไทยเช่น Lazada หรือ Shoppe ถ้าหากคุณเป็นคนที่ผลิตสินค้าเอง อาจลองจ้างบล็อกเกอร์หรือส่งสินค้าไปให้พวกเขารีวิวแบบฟรีๆ ซึ่งจะเป็นการโฆษณาสินค้าไปในตัว
  3. 2.แพ็คสินค้า
  4. แม้ว่าตัวน้ำหอมจะมาพร้อมกับแพ็กเกจของมันอยู่แล้ว แต่น้ำหอมส่วนใหญ่มักบรรจุมาในขวดแก้ว ซึ่งอาจแตกในระหว่างการขนส่ง เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงป้องกันรักษาภาพลักษณ์ของร้าน จึงควรหุ้มขวดน้ำหอมด้วยบับเบิ้ลกันกระแทก ก่อนปิดผนึกกล่องอย่างแน่นอน เท่านี้เราก็ได้ใจลูกค้าไปครองแล้ว
  5. 3.รวบรวมความคิดเห็น
  6.  พยายามรวบรวมความคิดเห็น หรือรีวิวเกี่ยวกับน้ำหอมที่ขายมาใส่บนเว็บไซต์ หรือนำไปใส่ในรายละเอียดตามเว็บขายของต่างๆ จะช่วยให้ลูกค้าใหม่สามารถรู้ว่ามีคนคิดอย่างไรกับสินค้าตัวนี้ สร้างความน่าเชื่อถือว่าสินค้าของเรามีผู้คนที่ชื่นชอบมากมา

ขายของออนไลน์ไม่กี่เดือนได้ 900,000 มีเงินเที่ยวปีใหม่

หลังจากที่คนมาโม้ว่าขายของแค่ 2 เดือน ได้เงินก้อนเกือบล้าน (9 แสนบาท) เอาไว้เที่ยวปีใหม่ ทำให้หลายคนสงสัยว่ามันเป็นไปได้จริงหรือ เงินขนาดนี้เราทำงานเป็นปียังไม่ถึงเลย แล้วมันจะหาได้ง่ายขนาดนั้นภายใน 2 เดือนเองเหรอ วันนี้เราจะพาไปดูกันว่าเขามีเคล็ดลับอย่างไรถึงสามารถขายของได้รวยขนาดนี้ ถ้าใครไม่เชื่อก็ลองอ่านไว้วิเคราะห์ดูก็ไม่เสียหายนะครับ ลองไปดูกันว่าเขามีเคล็ดลับในการขายอย่างไรให้รวยเป็นล้านกัน

เคล็ดลับการขายของอย่างไรให้รวยเป็นล้าน

1.ราคาขายที่ไม่สูงเกินแต่ทำกำไรได้มาก การหาสินค้ามาขายอันดับแรกที่ต้องพิจารณาคือราคาของสินค้า ว่าสามารถเข้าถึงคนทั่วไปได้ไหม จากประสบการณ์ที่เคยขายทำให้รู้ว่าของราคา 500 บาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1,500 บาท เป็นสินค้าที่ปล่อยได้ง่ายสุด กำไรส่วนนี้จะมากน้อยขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าสั่งไปกี่ชิ้น รวมถึงความสามารถในการขายของพ่อค้าแม่ค้า ต้องพยายามพูดให้เก่งๆ หาทางพิชิตใจลูกค้าให้อยู่หมัด

2.เน้นส่งสินค้าเร็วภายใน 1 – 2 วัน ในยุคสมัยนี้คนเราอยากได้อะไรปุ๊บก็จะต้องได้เดียวนั้นเลย ดังนั้นถ้าเราส่งสินค้าได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะได้เสียงตอบรับในแง่ดีจากลูกค้ากลับมา ซึ่งตรงนี้จะเป็นการสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคง แถมอาจจะช่วยบอกต่อให้คนอื่นๆ มาซื้อกับร้านเราอีกด้วย

3.ลดต้นทุนเพื่อให้เป็นส่วนลดให้ลูกค้า ยกตัวอย่างเช่นกล่องไปรษณีย์ เลือกให้มีขนาดที่พอดีกับตัวสินค้า เพราะราคากล่องก็ไม่ใช่ถูกๆ พอไปบวกเพิ่มกับราคาของและค่าส่งแล้ว มันจะทำให้ลูกค้าดูว่าร้านของเราขายของแพง และอาจจะไม่กลับมาซื้อของที่ร้านอีกก็ได้ ดังนั้นหาวิธีลดต้นทุนโดยที่เราไม่เจ็บตัว อะไรที่มันเกินจำเป็นก็ตัดทิ้งไป

Sell-online-happy

4.พยายามทำตัวให้ทันสมัย ตามเทรนด์ให้ทันตลาด เช่น การพัฒนาภาพลักษณ์ของสินค้าให้ดูดี เช่นการเขียนรายละเอียดที่ครบถ้วน น่าอ่าน เท่านี้เราก็จะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการขายของออนไลน์ที่เราขาดไปไม่ได้

5.อย่ายอมแพ้กับอะไรที่มันยาก เพราะของที่ได้มาง่ายๆ ก็มักจะไปง่ายๆ เช่นเดียวกับการขาย ถ้าเราสั่งของมาได้ง่าย คนอื่นเขาก็สั่งมาขายได้เหมือนเราน่ะสิ ขอแค่อย่าเหนื่อยจนถอดใจไปก่อนแค่นั้น

6.ขายให้รวยจะต้องขายให้ได้กำไร 4.5 เท่า อย่าไปกลัวว่าเราจะขายต่ำกว่าของคนอื่นแล้วจะได้กำไรน้อย จะมีประโยชน์อะไรถ้ามันขายไม่ออก แต่ต้องดูด้วยนะว่าต้นทุนเท่าไหร่ ให้ขายต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 30% ยกตัวอย่างเช่นราคาของ 200 บาท ให้ขาย 550 บาท รับรองว่าขายออกกันเป็นว่าเล่น

7.สุดท้ายคือปล่อยให้สินค้าทำเงินของมันเอง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปยุ่งอะไรกับมันเลย เช่น ถ้าเราทำงานประจำ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเรียกลูกค้า ปล่อยให้คนสั่งซื้อเข้ามาเอง ถ้าได้แบบนี้รับรองว่าประสบความสำเร็จแน่นอน

ใครที่สนใจก็ลองเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กันดูได้ครับ ถ้าลองวิเคราะห์ดูแล้วก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน แต่สำหรับเราที่ไม่เคยขายของแบบนี้มาก่อนก็บอกไม่ได้ว่ามันจะได้ผลไหม แต่ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ลองแล้วได้ผลลัพธ์อย่างไร ก็ช่วยมายืนยันให้เราทราบด้วยว่ามันเป็นอย่างที่เขาว่ากันไหม สำหรับใครที่อยากอ่านต้นตอของเคล็ดลับนี้ก็ลองไปหาดูกันต่อที่พันทิพได้เลยครับ

9 อย่างที่ควรทำก่อนเริ่มขายของออนไลน์

การเริ่มขายของไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่การขายแบบไม่เตรียมพร้อมอะไรเลยเป็นสิ่งที่หลายคนส่วนใหญ่พลาด ถ้าไม่อยากพลาดต้องมี 9 อย่าง ที่จำเป็นก่อนเริ่มขายของออนไลน์ ที่เราได้รวบรวมนำมาฝากกันในวันนี้ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันบ้างเลยว่าก่อนจะขายของต้องเตรียมอะไรกันบ้างครับ

1.รู้จักเรียนรู้กฎระเบียบส่วนรวม

การเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ฝากขายสินค้าผ่าน Amazon, Lazada หรือ Shopee จำเป็นต้องเรียนรู้กฎระเบียบของทางเว็บไซต์ โดยเฉพาะถ้าเป็นพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ลองคิดดูว่าอยากจะให้บัญชีของตนเองถูกปิด ทั้งๆ ที่ลงทุนไปหลายพัน หรืออาจจะหลายหมื่นบาทกับสินค้าที่นำมาขาย อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ อย่างรูปภาพที่เล็กเกินมาตรฐาน หรือการใส่ชื่อสินค้าผิดมาทำให้การลงทุนของคุณสูญเปล่าโดยใช้เหตุ

2.มีความมั่นใจว่าจะขายแล้วได้กำไร

ผู้ขายส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการขายถูกจะทำให้ขายได้เร็วขึ้น ทำกำไรได้มากขึ้น แต่การทำแบบนี้อย่าลืมว่ามันมีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้า การส่งสินค้า และอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย หากพ่อค้าจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการเช่าเก็บสินค้าด้วย นี่จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังมี

Sell-online-photo

3.มีความอดทนอย่างสูงในการขาย

อย่าคาดหวังว่าจะขายได้กำไรในช่วงเวลาไม่กี่เดือน เพราะเราจะเป็นจะต้องใช้เวลาเป็นปีเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า บางทีคุณอาจจะได้รับฟีดแบคบ้างเล็กน้อยหรืออาจจะไม่ได้เลย แถมผู้ซื้อส่วนใหญ่จะมีความระมัดระวังอย่างมากกับพ่อค้าหน้าใหม่ ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะมุ่งเน้นไปที่การขายเพียงอย่างเดียว ไม่มีพ่อค้าคนไหนที่เริ่มต้นแล้วสามารถทำเงินล้านได้เพียงชั่วข้ามคืน หากอยากประสบความสำเร็จจะต้องใช้ความเพียรความอดทน รวมถึงบททดสอบต่างๆ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการขายออนไลน์

4.ตั้งชื่อร้านให้จดจำได้ง่าย

การตั้งชื่อร้านที่ดี จำเป็นจะต้องตั้งชื่อให้มีความเหมาะสม ไม่ใช่ว่าอยากจะตั้งอะไรก็ได้ ควรตั้งชื่อร้านที่สั้น มีใจความที่ชัดเจน ฟังแล้วรู้ว่าขายอะไร ชื่อแบบนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านของเรา ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

5.เลือกสินค้าที่ตรงกับตลาด

สินค้าที่เราจะเอามาขาย ควรศึกษาตลาดให้ดีก่อนว่าลูกค้าเป็นกลุ่มไหน แล้วต้องการสินค้าประเภทใด การอาศัยความรู้สึกชอบส่วนตัวไม่ใช่ปัจจัยในความสำเร็จในงานขาย มันอาจใช้ได้ดีหากขายของเพียงไม่กี่ชิ้น แต่ถ้าขายจริงจังจำเป็นต้องวางแผนการขายให้ดี โดยมองว่าในปัจจุบันกระแสสินค้าที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ขนมนำเข้าจากต่างประเทศ หรือ เสื้อผ้าแฟชั่น ไม่ว่าจะเลือกอะไรก็ต้องดูว่าเอามาขายแล้วคุ้มค่าไหม

Sell-online-web

6.เงินทุนที่มั่นคง

การขายของจำเป็นต้องมีเงินทุน ไม่เพียงแต่นำมาใช้ในเป็นต้นทุนสินค้าเท่านั้น เรายังต้องเตรียมไว้ใช้ในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมในจัดส่งสินค้าต่างประเทศ ค่ายิงโฆษณา Facebook การมีเงินสำรองถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าทุกคนควรมี เพื่อที่จะได้ไม่ลำบากไปกู้ยืมเงินภายหลัง

7.ช่องทางชำระเงิน

เพิ่มช่องทางชำระเงินให้หลากหลาย เพื่อให้ลูกค้าสะดวกในการจ่ายเงินมากขึ้น เช่น เปิดช่องทางจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต ชำรำเงินผ่านการโอน หรือ PayPal ลูกค้าหลายคนมีแนวโน้มที่จะปิดเว็บหนีสูง ถ้าเกิดว่ามีช่องทางการจ่ายเงินที่น้อยและไม่ครอบคลุม

8.ช่องทางการจำหน่ายสินค้า

ลงสินค้าขายในหลายๆ เว็บ จะช่วยให้เราเข้าถึงลูกค้าได้หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Shoppe หรือ Lazada ล้วนเป็นหน้าร้านที่มีผู้ใช้บริการมากมาย ซึ่งทำสินค้าของเราเข้าถูกลูกค้าได้ง่าย

9.มีแผนการตลาดที่ชัดเจน

ควรรู้ว่าเวลาไหนที่ควรลงทุนและไม่ลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ โดยเฉพาะการสั่งของมาขายโดยไม่ศึกษามาก่อนว่าจะเป็นที่ถูกใจตลาดไหม ดังนั้นศึกษาแผนการตลาดจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียเงิน สูญเสียเวลาโดยใช่เหตุ

6 วิธีโพสขายของในยุคสมาร์ทโฟนครองเมือง

การขายเป็นรูปแบบศิลปะที่ต้องใช้เครื่องมือและพรสวรรค์ที่แตกต่างกันเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง การระบุผู้ที่สนใจซื้อผลิตภัณฑ์ได้ เราเรียกว่า ‘โอกาสในการขาย’ นี่เป็นแค่ขั้นตอนแรกของทุกอย่าง เพราะนอกจากนี้เราต้องการโน้มน้าวให้พวกเขาซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณให้ได้ ด้วยยุคดิจิตอลที่ทุกคนมีมือถือเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา ใครก็สามารถเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้ แต่สิ่งที่จะทำให้เราแตกต่างออกไปคือความเก๋าเกมซึ่งคุณสามารถเรียนรู้ได้จากเราที่นี่ กับเทคนิค 6 อย่างที่จะช่วยให้คุณพิชิตเป้าหมายได้อย่างสบายๆ

1.ขายในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของตัวเอง

ไม่ว่าคุณจะขายอะไรคุณต้องมีเว็บเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ เว็บไซต์ที่ออกแบบอย่างมืออาชีพจะช่วยดูงดูดให้ผู้คนสนใจมากขึ้น เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังยังช่วยให้คุณจัดการหน้าร้านออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ปัจจุบันนี้มีเว็บไซต์สำเร็จรูปที่รองรับร้านค้าออนไลน์มากมาย เช่น Joomla หรือ Word Press ซึ่งถ้ามีความรู้เราสามารถสร้างเว็บที่สวยงามได้อย่างประหยัด แต่ถ้าอยากเอาสบายก็สามารถจ้างคนทำก็สะดวกดีเช่นกัน เพียงแค่จ่ายเงินก็มีเว็บขายของได้แล้ว ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสุดๆ

2.ขายในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

หากไม่มีความรู้ในด้านการสร้างเว็บเลย และก็ไม่อยากลงทุนมากในช่วงเริ่มต้น คุณสามารถใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ เพื่อขายผลิตภัณฑ์ได้บนตลาดออนไลน์เช่น eBay เป็นสุดยอดเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบุคคลที่สามเนื่องจากเกือบทุกอย่างสามารถขายได้ที่นั่น อย่างไรก็ตามคู่แข่งที่ขายสินค้าคล้ายๆ กัน ซึ่งจะต้องแข่งขันกันในด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความเร็วในการจัดส่งสินค้า เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซในไทยยอดนิยมได้แก่ Shoppe กับ Lazada

Post-of-sale

 

3.ใช้โฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก

โฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก (PPC) มีให้เห็นทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต มันช่วยนำทางลูกค้าไปยังเว็บไซต์ของคุณ ตามชื่อมันเลย หมายความว่าคุณจะจ่ายเฉพาะเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณา ซึ่งทำให้วิธีนี้มีประสิทธิภาพด้านต้นทุน อย่างไรก็ตามคุณต้องตั้งค่าเว็บไซต์หรือหน้า Landing Page ในลักษณะที่โน้มน้าวใจลูกค้าที่มุ่งหวังให้พวกเขาซื้อผลิตภัณฑ์ภายในเว็บไซต์

 

4.การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา (SEO)

บนโลกของเรามีเว็บไซต์หลายล้านเว็บ ดังนั้นผู้คนจะค้นหาคุณได้อย่างไรเมื่อพิมพ์คำค้นหาลงใน Google การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาหรือ SEO เกี่ยวข้องกับการตั้งค่าเว็บไซต์ในวิธีที่กระตุ้นให้อัลกอริทึมของ Google ให้ชี้มายังเว็บไซต์ของเรา โดยอาศัยคำที่เรียกว่า Keyword หลัก โดยเราจะต้องศึกษาอย่างจริงจังหากจะทำให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นหากเราทำได้จะทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับสูงขึ้น หรือก็คืออยู่ในหน้าแรกนั่นเอง ช่วยให้ลูกค้าสามารถค้นพบผลิตภัณฑ์ที่คุณขายได้ง่ายขึ้น

5.มีส่วนร่วมในการตลาดสื่อสังคมออนไลน์

การมีเว็บไซต์ช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์ต่างๆได้ เช่นโฆษณา PPC และ SEO แต่การมีสื่อสังคมออนไลน์ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับผู้ซื้อได้อย่างเป็นส่วนตัวได้มากขึ้น การตลาดโซเชียลมีเดียช่วยสามารถแสดงค่านิยมหลักของตัวคุณ ช่วยให้คุณสามารถช่วยเหลือหรือตอบข้อสงสัยของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว การรักษาการตอบสนองเหล่านี้ให้สม่ำเสมอ จะช่วยสร้างชื่อเสียงในด้านดีให้กับเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งลูกค้าจะชอบและชวนเพื่อนๆ ให้มาซื้อของกับคุณมากขึ้น

Post-seo

 

6.การตลาดเนื้อหาที่นอกเหนือจาก SEO

วิธีสุดท้ายสำหรับการขายเชื่อมโยงกับกลยุทธ์อื่นๆ การตลาดเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อหาที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือภาพเพื่อให้ความรู้ความบันเทิง หรือมีส่วนร่วมกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย การตลาดเนื้อหาที่เน้นหนักเกินไปในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของคุณนั้นไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่ากับเนื้อหาที่มีเป้าหมายเพื่อให้คุณค่าแก่ผู้ชม แต่ก็ควรที่จะมีการเรียกร้องให้ดำเนินการหรือเชื่อมโยงไปยังหน้าผลิตภัณฑ์ของคุณภายในข้อควา

Shopee ตลาดขายของบนโลกออนไลน์

Shopee คือ ตลาดขายของที่เป็นคนกลางในโลกออนไลน์ เน้นการซื้อ – ขายแบบโซเชียล ซึ่งเน้นการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ หน้าเว็บไซต์ออกแบบมาให้ลูกค้าทุกคนเลือกดูพร้อมซื้อ – ขายได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังสนับสนุนทางด้าน Logistics เพื่อให้การซื้อ – ขายออนไลน์กลายเป็นเรื่องที่สะดวกมากกว่าที่เคย

มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสิงคโปร์

โดย Shopee มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสิงคโปร์ จนกระทั่งลามเข้ามาในประเทศไทย ซึ่ง Shopee ในประเทศไทยจัดเป็น 1 ในประเทศในโซนภูมิภาคอาเซียน ที่เจริญเติบโตอย่างเร็วมากๆ Shopee เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม พ.ศ.2558 ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่าถึง 4 ล้านคน ภายในระยะเวลาแค่ 2 ปีเท่านั้น อีกทั้งยังมีสินค้าให้เลือกซื้อมากกว่า 3 ล้านรายการ โดยเติบโตเร็วกว่า Lazada ซึ่งเข้ามาทำตลาดก่อนแบบมาแรงแซงทางโค้ง สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Shopee มีความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ ในท้องตลาด คือ เรื่องของความรวดเร็วและความปลอดภัย ตลอดจนนำเสนอสินค้าในราคาที่ถูกกว่าเจ้าอื่น

ความสะดวกรวดเร็ว – ผู้ซื้อติดต่อกับผู้ขายได้โดยตรงผ่านทางข้อความ LiveChat โดยในช่องทางนี้คุณสามารถใช้สอบถามรายละเอียดของสินค้าได้

ความปลอดภัย – การซื้อ-ขาย ผ่าน Application ที่เชื่อถือได้ โดยมี Shopee เป็นตลาดคอยเชื่อมต่อ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาคุณก็สอบถามทาง Shopee ได้โดยตรงเลย

สินค้าถูกกว่า – โดยทาง Shopee มีความพิเศษ คือ มีการแจกโค้ดส่วนลดอยู่เป็นประจำ ซึ่งทางด้านผู้ขายเองก็ลดเองได้เช่นเดียวกัน หากแต่ส่วนนี้ก็เรียกได้ว่ามีการแข่งขันกันสูงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในส่วนของทางคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada เองก็ตาม

ณ ปัจจุบันนี้ บริษัท Shopee มีให้บริการอยู่ 7 ประเทศ ซึ่งประเทศล่าสุดคือประเทศไทย โดยเพียงเปิดมาแค่ครึ่งปี ก็จำนวนผู้สมัครเข้ามาใช้งานมากกว่า 4 ล้านราย หากแต่ทางผู้ให้บริการก็ยังไม่ได้คัดกรองว่าผู้ที่สมัครเข้ามาเป็นผู้ซื้อ –ผู้ขาย สัดส่วนใดมีจำนวนมากกว่ากัน

รูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Shopee

สำหรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Shopee เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคเป็นหลัก ซึ่งต่อมาทาง Shopee ก็เห็นโอกาสนี้นำมาเพิ่มช่องทางตลาดระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค ในรูปแบบที่มีความผสมผสานกัน โดยเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้ว ข้อดีของ Shopee ก็คือ ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม รวมทั้งค่า Commission กับผู้ขาย และตรงจุดนี้จึงจัดเป็นข้อได้เปรียบข้อหนึ่ง ระหว่างผู้ที่มาลงขายสินค้ากับทาง Shopee หากแต่ต่อมามีค่าใช้จ่ายต่างๆ เข้ามามากมาย จึงทำให้ Shopee เกิดการเปลี่ยนแปลงกติกาตรงจุดนี้ใหม่ ด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 2 จากผู้ขาย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป หากแต่ยกเว้นช่องทางหนึ่งนั่นก็ คือ AirPay ที่ผูกมิตรโดยตรงกับ Shopee ก็จะไม่มีการเรียกเก็บเงินตรงส่วนนี้อีกต่อไป และยังทำหน้าที่เป็น Asset Light Marketplace เนื่องจากการดำเนินงานของ Shopee ไม่มีคลังสินค้า อีกทั้งยังเป็นการผูกสัมพันธมิตรกับผู้ให้บริการมากกว่า 70 แห่ง โดยมีการสนับสนุนทางด้าน Logistics ให้แก่ผู้ใช้บริการ สำหรับในประเทศไทยทางด้านการขนส่ง Shopee ก็ได้ประสานงานกับบริษัทขนส่งชั้นนำภายในประเทศต่างๆ มากมาย เช่น ไปรษณีย์ไทย/Kerry Express และ DHL Express โดยมีเป้าประสงค์ในการรับสินค้าและจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพสินค้าไม่เสียหาย

หากแต่อย่างไรก็ตามถึงแม้อุตสาหกรรม E-Commerce จะขึ้นแท่นกลายเป็นการค้าขายที่ฮิตติดความสนใจแห่งอนาคตซึ่งโดนใจคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังส่อเค้าแววว่าน่าจะเข้ามาแทนที่ Modern Trade หากแต่ในเรื่องของแต่ล่ะวัฒนธรรม ในแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง เช่น ชาวสิงคโปร์นิยมเดินห้างเพื่อจับจ่ายซื้อของเป็นหลัก ส่วนวัฒนธรรมของคนไทยนิยมเดินห้างเนื่องจากพาครอบครัวไปเที่ยวดูสิ่งของสวยงาม เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม จึงเป็นเรื่องที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นคุณการตามกระแสของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก

Lazada แหล่งช้อปปิ้งออนไลน์ยอดฮิต

ในปัจจุบันนี้ชีวิตของมนุษย์มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีเทคโนโลยีต่างๆ เกิดขึ้นมามากมาย และจากเทคโนโลยีเหล่านี้นี่เอง ซึ่งได้เข้ามาอำนวยความสะดวกสบายให้แก่มนุษย์ในหลายด้าน เช่น หาเงินด้วยการทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต , เสพสื่อความบันเทิง หรือแม้จะเป็นการซื้อของทางออนไลน์ก็ตาม ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้มีผู้คนจำนวนมาก ใช้บริการสั่งซื้อของออนไลน์จำนวนมาก เมื่อพูดถึงการสั่งซื้อของออนไลน์แล้ว หนึ่งในเว็บไซต์มีขนาดใหญ่สุดในประเทศไทยของเรา ก็คือ LAZADA นั่นเอง และวันนี้ก็จะมาแนะนำให้คุณผู้อ่านได้ทำความรู้จักกับเว็บไซต์แห่งนี้ให้ดีขึ้นกัน

Lazada อีกหนึ่งเว็บไซต์ ซื้อ – ขาย ออนไลน์อันดับต้น ของประเทศไทย

Lazada คือ เว็บไซต์ซึ่งเป็นสื่อกลางในการชักนำผู้ซื้อและผู้ขายของออนไลน์ให้มาเจอกัน ผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยมีชื่อเสียงจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดแหล่งช้อปปิ้งออนไลน์คุณภาพสูง โดยมีสินค้านานาชนิดให้เลือกหลากหลาย หากแต่มีสินค้าหลัก คือ ในเรื่องของสินค้าประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีให้คุณเลือกนานาชนิดตั้งแต่ของชิ้นเล็กจวบไปจนกระทั่งของชิ้นใหญ่

เข้ามาตีคลาดในประเทศไทย เพราะเล็งเห็นความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต

เมื่อมีการเปิดการค้าเสรี จึงทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่จากเยอรมันเจ้านี้เห็นหนทางในการลงทุน เข้ามาลงทุนใน 4 ประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ชื่อ LAZADA โดย LAZADA จัดเป็นบริษัท E-Commerce ที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก ซึ่งนั้นก็คือ บริษัทที่ให้บริการซื้อ – ขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ จากการไม่มีความจำเป็นในการเปิดหน้าร้านเพื่อขายสินค้านี้เอง จึงทำให้ LAZADA ลดต้นทุนลงไปได้มาก เช่น พนักงานคิดเงิน , ค่าเช่าร้าน เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงทำให้ LAZADA ขายสินค้าได้ในราคาถูกมากกว่าร้านค้าอื่นๆ นั่นเอง

จุดเด่นของ Lazada ที่ทำให้รักษาอันดับ 1 ไว้ได้อย่างยาวนาน

การที่ Lazada สามารถยืนอยู่เหนือคู่แข่งได้ เป็นเพราะการรักษามาตรฐานไว้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังรักษาความน่าเชื่อถือได้อย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีเจาะลึกศึกษาความนิยมของตลาด รู้เท่าทันความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นบริษัทที่ทำการบ้านมาอย่างหนักจริงๆ อีกทั้งยังมีการนำกลยุทธ์ต่างๆ มาช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ลูกค้าในการช็อปปิ้ง ได้เต็มประสิทธิภาพถึง 100 %

หัวใจสำคัญของ Lazada คือทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ และกลายมาเป็นลูกค้าประจำ

โดยเริ่มจากเรื่องของราคาสินค้า ซึ่งลูกค้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นราคาที่คุ้มค่า อีกทั้งยังรวมถึงระบบรับประกันอีกด้วย ตลอดจนการคืนสินค้าซึ่งมีความเชื่อถือได้ว่า ผู้ซื้อจะได้ของที่มีคุณภาพจริงๆ ตรงตามคำโฆษณา โดย ณ ปัจจุบัน Lazada เปิดให้บริการอยู่ใน 6 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย

ข้อดีของ LAZADA ที่น่าสนใจ

สำหรับ Lazada เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมสินค้าออนไลน์ ที่ผู้เข้ามาใช้งานสามารถเป็นได้ทั้งผู้ซื้อ – ผู้ขายในเวลาเดียวกัน ขายของได้แม้จะนั่งอยู่ในบ้าน อีกทั้งยังมีประโยชน์ในเรื่องที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ตัวเองได้ อีกทั้งยังมีความสะดวกสบายในเรื่องของการสั่งซื้อของที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเดินช็อปปิ้งตามห้างหรือร้านค้าให้เสียเวลา

โดยการเข้ามาของ Lazada เป็นการทำให้การซื้อของออนไลน์นั้นมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังให้ความสะดวกรวดเร็วกับผู้ซื้อด้วย ซึ่ง ณ ขณะเดียวกัน คุณก็ควรเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดี และอย่าเชื่อคำโฆษณาง่ายๆ ว่าสินค้าที่คุณเห็นเป็นชิ้นแรกนั้นมีคุณภาพที่ดีจริง แนะนำว่าคุณควรเลือกเข้าไปดูในหลายๆ ร้านค้าก่อน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน เพื่อหาสินค้าที่มีความโดนใจและคุ้มค่าเงินมากที่สุด จะได้ใช้บริการอย่างมีความสุขนั่นเอง

เทคนิคการขายสินค้าให้ได้กำไรเพิ่มยอดขายให้รุ่ง

การขายสินค้าบน eBay ไม่ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จในการขายได้เหมือนกันทั้งหมด เพราะการขายบนเว็บไซต์ที่มีผู้คนต่างก็วางขายกันเยอะแยะขนาดนี้คงยากแน่ๆ ถ้าอยู่ดีๆ เราจะทำให้สินค้าของเราขายออกได้ ทว่าการขายในทุกช่องทางมันก็มีเทคนิคเป็นของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกเอาเทคนิคไหนมาใช้งานมากกว่า และใครที่กำลังขายของบน eBay แล้วอยากรู้เทคนิคขายยังไงให้ปัง มาดู 3 วิธีดีๆ ที่ช่วยให้ยอดขายของคุณพุ่งกระฉูดแน่

เทคนิคง่ายๆ ในการขายสินค้าให้ปังบน eBay

  1. ภาพสินค้าต้องสวยงาม มีความคมชัด และมองเห็นทุกมุม – ต้องยอมรับว่าการซื้อขายสินค้าบนโลกออนไลน์เรื่องของภาพคือเรื่องสำคัญมากยิ่งถ้าใครอยากขายสินค้าบน eBay ให้ยอดพุ่งทะลุเพดานการลงภาพสินค้าให้เยอะ ครบทุกมุม สวยงาม คมชัดคือสิ่งแรกที่จะช่วยให้การขายของคุณได้ผลดังใจหวัง เพราะใน eBay คุณสามารถลงภาพสำหรับขายสินค้าได้ถึง 12 ภาพ ยิ่งภาพไหนมีความสวยงาม ดูสะดุดตาคนที่เข้ามามากที่สุดจะยิ่งช่วยกระตุ้นยอดขายของคุณให้เพิ่มขึ้นมาด้วย อีกเรื่องสำคัญคือหากสินค้าเป็นสินค้ามีตำหนิควรเลือกถ่ายบริเวณตำหนิ นั้นให้เห็นด้วยเพื่อเวลาลูกค้าจะได้รู้ก่อนซื้อและไม่โดนต่อว่าภายหลัง ทริคเล็กน้อยคือควรลงภาพให้เป็นพื้นหลังสีเดียวและอย่าใส่ลายน้ำ
  2. ตั้งชื่อ Title พร้อมลงรายละเอียดใน Item Specifics ให้ชัดเจน – เราแค่ทำการใส่ชื่อคีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาที่ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อ หรือลองกดค้นหาสินค้าที่กำลังจะวางขายของตนเองทำนองถ้าต้องการหาสิ่งนี้คนส่วนใหญ่พิมพ์ค้นหาว่าอะไร จุดสำคัญมากๆ ในการระบุคือ ชื่อยี่ห้อสินค้า, ประเภทผลิตภัณฑ์, สี, ขนาด, ชื่อรุ่น และรายละเอียดต่างๆ ที่มองแล้วสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ ตัว Title ของ eBay สามารถใส่ได้ถึง 80 ตัวอักษร อีกจุดคือการลงรายละเอียดใน Item Specifics ต้องลงแบบละเอียดยิบ เพราะยิ่งใส่ข้อมูลเอาไว้เยอะเท่าไหร่โอกาสที่จะถูกขายไปมีสูงมาก พูดง่ายๆ ยิ่งรายละเอียดเยอะคนยิ่งตัดสินใจซื้อเร็ว

นักขายมือใหม่ต้องลงขาย 7 วัน ไล่ลงขายทุกวัน เพราะเป็นการเรียนรู้ตลาดและมีสินค้าขายตลอด – พูดง่ายๆ ว่าเหมือนเป็นการลองเชิงทดสอบการขายว่าควรต้องทำอย่างไร เหมือนเวลาเราไปเข้าทำงานก็ต้องฝึกงานกันเบื้องต้นก่อนว่าทำแบบไหนถึงถูกต้อง เพียงแต่การขายของบน eBay มันไม่ได้มีพี่เลี้ยงมาดูแลเทคแคร์ สิ่งที่ทำได้จึงต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมถึงยังเป็นการทำให้มีสินค้าวางขายตลอดอีกด้วย

เคล็ดลับการตั้งชื่อสินค้า สำหรับผู้ขายมือใหม่

การขายสินค้าออนไลน์บน eBay อีกปัจจัยสำคัญในการทำให้มีโอกาสขายออกได้ดี รวดเร็ว ไม่เกิดการค้างสต็อกเอาไว้มากเกินไปนั่นคือต้องรู้จักวิธีเลือกตั้งชื่อสินค้า ให้ออกมามีความเหมาะสมมากที่สุด เข้าใจได้ว่าสินค้าที่คุณวางขายนั้นมันแทบไม่ได้ต่างจากสินค้าที่คนอื่นวางขายเท่าไหร่เลย คำถามคือแล้วเราจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้สินค้าเราโดดเด่นและมีคนให้ความสนใจมากเป็นลำดับต้นๆ ยิ่งมีคนให้ความสนใจมากก็ยิ่งทำให้โอกาสการขายสินค้าได้มีสูง ดังนั้นจึงมีเคล็ดลับในการตั้งชื่อสินค้าสำหรับคนเป็นนักขายรายใหม่มาให้ได้รู้จัก พร้อมทำความเข้าใจไปด้วยกัน

Product-Name

เคล็ดลับง่ายๆ ในการตั้งชื่อสินค้าสำหรับผู้ขายมือใหม่บน eBay

หลักการเริ่มต้นง่ายๆ คือผู้ขายทุกคนสามารถใส่ชื่อคีย์เวิร์ดที่มักนิยมใช้เรียกสินค้าชนิดนั้นลงไป หรือคีย์เวิร์ดดังกล่าวอาจเป็นคีย์เวิร์ดที่คนนิยมใช้ในการพิมพ์ค้นหาชื่อสินค้านั้นอยู่ วิธีเลือกดูว่าคีย์เวิร์ดไหนเหมาะสมลองดูในตลาด บางทีก็ดูใน Sold Listings ว่าชื่อสินค้าที่เราจะเลือกมาวางขายนั้นส่วนใหญ่แล้วเขาเรียกมันว่าอะไร มีกลุ่มศัพท์ในประเภทเดียวกัน คล้ายคลึงกันอันไหนเกี่ยวข้องบ้างหรือไม่

เคล็ดลับต่อมาอันนี้ลองใช้กับตัวเองโดยยกตัวเองเป็นตัวเปรียบเทียบ คิดภาพตามง่ายๆ หากคุณเองเป็นคนต้องการซื้อสินค้านั้นจะเลือกพิมพ์ค้นหาชื่อสินค้านั้นว่าอะไร จุดสำคัญอีกเรื่องคือต้องมีการระบุถึงยี่ห้อ, ระบุประเภทของตัวผลิตภัณฑ์, ปีผลิต, ขนาด, สี, ชื่อรุ่น รวมถึงรายละเอียดสำคัญต่างๆ เอาไว้ให้ชัดเจน เคล็ดลับนี้จะช่วยเพื่อโอกาสในการที่ผู้ซื้อสามารถค้นหาสินค้าคุณเจอได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเลย

อีกรูปแบบที่ eBay ได้ทำการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและผู้ขายทุกท่านคือ การปรับระบบเรื่องการจัดเรียงตัวรายการสินค้า มีการเพิ่มความสำคัญกับ Item Specifics ให้มากกว่ารายละเอียดของ Description เมื่อเป็นเช่นนี้ถ้าต้องการให้คนซื้อค้นหาสินค้าที่วางขายไปได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิมควรมีการเติม Item Specifics ให้ละเอียดยิบมากที่สุด อย่าลืมว่ายิ่งเราใส่ Description มากเท่าไหร่มันมันหมายถึงการบ่งบอกว่าสินค้ามีตำหนิมากเท่านั้น

ยกตัวอย่างการตั้งชื่อง่ายๆ สมมุติว่าเราขายคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คแล้วเราระบุแค่ Computer โดยไม่ใส่รายละเอียดอะไรเลยรับรองว่าคงหาเจอได้ยากแน่แต่ถ้าเราใส่ Computer Notebook แล้วบอกรุ่น ขนาดหน้าจอ สี ปีที่ผลิต ฯลฯ ให้ครบถ้วน เวลาคนซื้อเข้ามาค้นหาโอกาสที่เขาจะเจอสินค้าเรามีมากขึ้น เพราะถ้าหากเขาเจาะจงรุ่นมาแล้วตรงกับของเรามันก็ขึ้นแน่นอน

เปิดร้านบน eBay ได้อะไรกับเราบ้าง

การหาช่องทางการค้าขายใหม่ๆ กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของวัยรุ่น จนถึงวัยทำงานสมัยนี้ เนื่องจากการค้าขายจะทำให้เกิดรายได้อีกช่องทางหนึ่งแบบไม่ต้องไปเฝ้าร้านตลอดเวลา เรียกได้ว่าทำงานหรือเรียนไปด้วย แล้วก็เปิดร้านให้ลูกค้าเข้าไปชมได้พร้อมกัน แหล่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะเข้าไปร้านขายของออนไลน์คงหนีไม่พ้น eBay แน่นอน ไปดูกันว่าหากเปิดร้านบน eBay มันได้อะไรกับเราบ้าง

Open-Shop-eBay

เจาะมองหาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ

ตลาดซื้อขายบน eBay นั้นมีคนเข้าไปซื้อขายกันมากกว่าหลายร้อยล้านคนทั่วโลก นั่นทำให้นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้มองหาลูกค้ากลุ่มใหม่ให้ลองใช้สินค้าของเรา การเข้าถึงชุมชนขนาดใหญ่แบบนี้แล้วไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียวเป็นเรื่องยอดเยี่ยม ไม่แน่ว่าการเปิดร้านบน eBay อาจจะทำให้เราเจอลูกค้ากลุ่มใหม่จากอีกซีกโลกหนึ่งจนอาจจะต่อยอดทำให้เกิดรายได้ตามมาไม่รู้จบก็ได้

เทสต์สินค้าตัวใหม่

สินค้าบางอย่าง เวลาเราจะนำไปขายบนตลาดจริงอาจจะต้องคิดหนักและวิตกกันหน่อยเนื่องจากต้องลงทุนเยอะทีเดียว แต่หากเราใช้ eBay ให้เป็นเวทีกลางสำหรับเทสต์สินค้าใหม่ละ จะเป็นไปได้หรือไม่ คำตอบคือได้ และดีด้วย สินค้าใหม่บวกกับความคิดไอเดียใหม่ อาจจะทำให้เกิดการตอบรับที่ดีในกลุ่มลูกค้าบน eBay ก็ได้ หากทำแล้วออกมาดีขายได้ เราก็จะได้ต่อยอดมาขายต่อในตลาดอื่นต่อไป หรือหากไม่ดีเราอาจจะได้รับข้อเสนอแนะจากลูกค้าอันหลากหลายจนทำให้นำมาปรับปรุงพัฒนาก็ได้ (หากไปจ้างทีมงานวิจัย นี่เสียอีกหลายบาทนะ) อ้อหากเรานำสินค้าไปขายบน eBay เค้ามีระบบการตลาดช่วยโปรโมทสินค้าให้กับเราด้วย

ลงทุนเปิดร้าน ราคาย่อมเยา

การลงทุนเปิดร้านแต่ละครั้ง คิดว่าเราต้องใช้เงินเท่า เอาแค่ตู้กระจกตามห้างในพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรนี่ เดือนหนึ่งต้องมีอย่างน้อย หลักหมื่นไว้ใช้ หรือหากจะทำเป็นร้านนี่เดือนหนึ่งก็หมดหลายหมื่น ไหนจะค่าจ้างลูกจ้าง ค่าไฟ ค่าน้ำ และอีกสารพัดค่าจิปาถะ หากสายป่านไม่พอก็อาจจะหมดได้แบบไม่เหลือ แต่หากจะมาเปิดร้านใน eBay จะเสียเงินน้อยมาก เสียค่าใช้จ่ายสองส่วนคือ ค่าวางขายสินค้า และค่าธรรมเนียมการขาย รวมแล้วไม่เกิน 20% ของยอดขาย เปรียบแล้วน้อยมาก อีกทั้งเปิดร้านบน eBay เราสามารถเปิดร้านได้ตลอดเวลา 7 วันไม่มีวันหยุด ซึ่งถ้าเปิดร้านก็คงเปิดทุกวันตลอดเวลาอย่างนี้ไม่ได้แน่

กำไรสองต่อ

หากเราเปิดร้านธรรมดา ถ้าไม่ใช่พื้นที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังไงก็ต้องแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทไทยอยู่แล้ว แต่การเปิดร้านบน eBay เราจะแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยสกุลเงินต่างประเทศ (เงินดอลลาร์) ทีนี้มันทำให้เราได้กำไรต่อที่สองด้วย กล่าวคือ เราได้รับเงินเป็นดอลลาร์ หากเรารอจังหวะให้ดีเราก็สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยตอนราคาขึ้นก็ได้ แม้ว่าจะขึ้นไม่กี่บาทแต่รวมๆ แล้วก็กำไรเยอะทีเดียว ข้อดีเหล่านี้แหละทำให้หลายคนหันไปเปิดร้านใน eBay

ถ่ายรูปเสื้อผ้ายังไงให้ได้สไตล์เกาหลี

เทรนด์เสื้อผ้าเกาหลีถือว่ามาแรงมากส่วนหนึ่งต้องบอกว่าวัฒนธรรมจากเพลง ซีรีย์ มีผลอย่างมากต่อสังคมไทยเรา นอกจากความสวยหล่อแล้ว เสื้อผ้า หน้าผมจัดว่าเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ด้านเสื้อผ้าต้องรีบตาม เสื้อผ้าที่เค้าใส่นี่แหละจะเป็นตัวกำหนดทิศทางแฟชั่นได้เลย ว่าแต่หากเราจะขายเสื้อผ้าแล้วอยากถ่ายรูปเสื้อผ้าให้ได้สไตล์เกาหลีจะต้องทำออกมาแบบไหน

Photographic-Clothing

ฉูดฉาด พาสเทล

เรื่องของสีสัน จัดว่าเทรนด์เกาหลีเค้านำมาตลอดเลย หากเราจะนำเสนอเสื้อผ้าเกาหลีแบบวัยรุ่นหน่อย แนะนำว่าควรจัดภาพถ่ายออกมาให้ฉูดฉาดสักหน่อย เน้นสีโทนพาสเทลเป็นหลัก ถือว่าโทนสีนี้กำลังมาเลย ยิ่งสีชมพูประมาณสีนมเย็นนี่ต้องจัดเลย ยิ่งจับมาเป็นฉากหลังตัดกับเสื้อผ้าดีเหลือเกิน ทำให้ชุดเด่นออกมาจากภาพเลยก็ว่าได้

เซลฟี่ ดีแน่นอน

แอ็คชั่นถ่ายภาพก็นับว่าสำคัญไม่แพ้กัน แอ็คชั่นที่ดีจะทำให้นำเสนอภาพและชุด เสื้อผ้า ได้อย่างเต็มตา แม้ว่าจะมีหลายแอ็คชั่นแนะนำ แต่เราขอแอ็คชั่นเดียวจบเลย นั่นคือ การถ่ายเซลฟี่หน้ากระจก แอ็คชั่นนี้แหละกำลังมาแรง อยากให้คูลขึ้นต้องถ่ายแบบเซลฟี่ไม่เห็นหน้าด้วยนะ(เอาโทรศัพท์บังไว้) รับรองว่าเด็ด แถมนางแบบก็ไม่ต้องอายด้วยลองไปเล่นกันดู หาพื้นหลังสวยๆ จากนั้นก็ถ่ายหน้ากระจกเลย

บัดดี้ ทรีโอ้ กรุ๊ฟฟี่

หากเซลฟี่แล้วภาพออกมายังไม่สดใสพอ งั้นก็เรียกเพื่อนมาเลยจ้า จะมาแบบบัดดี้สองคน ทริโอ้สามคน หรือจะกรุ๊ฟฟี่กลุ่มใหญ่ก็ได้จะ 5,7 หรือ 9 คนนี้กำลังดี แต่หากมากกว่านั้นไม่แนะนำเพราะมันจะทำให้ภาพลายตาจนมองหาจุดเด่นไม่เจอ แอ็คชั่นก็สำคัญนะ มาเป็นคู่ เป็นกลุ่มแบบนี้ท่าทางควรเป็นแบบสนุกสนาน เหมือนเพื่อนมาปาร์ตี้ หรือทำอะไรสนุกๆ ร่วมกันสิ่งนี้แหละสื่อถึงความเป็นเกาหลีได้มากทีเดียว

แอ็คชั่นธรรมชาติแบบไม่ธรรมชาติ

การนำเสนอเสื้อผ้าอีกแบบหนึ่งที่จะทำให้ภาพออกมา เกาหลี้ เกาหลี นั่นคือการนำเสนอภาพด้วยการแอ็คชั่นแบบเป็นธรรมชาติ อย่างเช่น การนอน การกินไอศกรีม การนั่งหลับ การนั่งเหม่อ และอีกสารพัดท่า การจัดท่าทางแบบนี้แม้ว่าจะเป็นธรรมชาติบนความไม่เป็นธรรมชาตินี่แหละ จะทำให้ภาพออกมาเกาหลีสมใจ แต่การจัดท่าอาจจะต้องยากหน่อย

หนุ่มต้องเน้นเนี๊ยบไว้ก่อน

มาดูหนุ่มๆ กันบ้าง หากเราจะนำเสนอเสื้อผ้าเกาหลีแบบหนุ่มๆ นั้น สิ่งสำคัญต้องจำไว้เลยคือ หนุ่มๆ นายแบบจะต้องเนี๊ยบ+สะอาดมาก ตั้งแต่หัวจรดเท้าต้องดูดีไว้ก่อน เนื่องจากหนุ่มเกาหลีไม่ว่าจะเป็นนักแสดง หรือ นักร้อง เค้าเน้นเรื่องนี้มาเป็นอันดับแรก